0 Views

เฒ่าแก่ใหญ่แห่งโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงแล้วนั้นมีนามว่าซ่งหลิงเฟิง นามของเขามีความหมายว่าสายสมที่เฉียบแหลม โดยปกติแล้วเขาเป็นคนค่อนเถรตรงและเผด็จการ

ทว่าอย่างไรก็ตามมันไม่ใช่วิธีการแสนโหดร้ายและทารุณ การกระทำนั้นเต็มไปด้วยความละเอียดรอบคอบในความเข้มงวด อาจดูคล้ายเรียบง่ายแต่คนทั้งเมืองหลวงล้วนทราบดีว่าเขาคืออันธพาลดี ๆ นี่เอง ทั้งแคว้นไป่เยว่จึงมีมิกี่สิบคนที่กล้าเล่นงานเขาได้

และคนที่เขาไม่สามารถเล่นงานได้ก็มีไม่ถึงสิบคนเช่นกัน

แน่นอนว่าในสิบคนนี้ยังไม่รวมคนที่มาจากต่างมณฑล

ด้วยความรวดเร็ว เขานำข้ารับใช้ซึ่งเก่งกาจที่สุดมาที่โรงเตี๊ยมวิหคเพลิง และมุ่งเข้าไปในภายในร้านทันที

เมื่อเขาเลี้ยวเข้าสู่ถนนปักษาแต้มชาด เขามองเห็นคนมากมายกำลังมุงดูสองข้างถนนเพื่อดูการละเล่นนี้ แต่พวกเขาก็ยังไม่มีความกล้ามากพอจะเข้าใกล้โรงเตี๊ยมวิหคเพลิงใกล้ ๆ แต่ก็มิได้หมายความว่าพวกเขานั้นไม่อยากรู้อยากเห็น

เพราะเรื่องเช่นนี้ดึงดูดผู้ชม อันก่อให้เกิดเสียงลือเล่าอ้างนานา

“หลีกไป!”

หนึ่งในลูกน้องชุดสีดำเข้มผลักดันคนที่ยืนออกกันอยู่ออกคนออกด้วยฝ่ามือของตนเป็นเส้นทางยาว ทำให้คนเหล่านั้นซวนเซไปด้านข้าง

“นี่คือตัวเองของผู้ที่มันกล้ายืนอยู่ที่นี้”

พอสิ้นคำมันก็เค้นพลังจากลำแขนและบีบอัดผ่านดัชนีทั้งห้ากดลงบนศีรษะของผู้โชคร้ายคนหนึ่งจนแหลกเป็นชิ้น ๆ โดยไม่แยแส จากนั้นก็เดินตามเจ้านายของตนไป

ซ่งหลิงเฟิงมิได้มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับการตายของคนผู้นั้นราวกับการเหยียบมดปลวกตัวเล็ก ๆ ไม่มีอันใดให้สนใจ

แท้จริงแล้วเขาเจตนาตั้งแต่แรก ยามนี้เขามีโทสะมหาศาล จะมิให้หงุดหงิดได้เยี่ยงไรในเมื่อคนมากมายยืนล้อมรอบโรงเตี๊ยมเพียงเพื่อชมการแสดงละครของโรงเตี๊ยมวิหคเพลิง?

ฉินอู๋เซียงยืนอยู่กลางถนนผู้เดียวอย่างผ่อนคลาย ทว่าในมือของเขากลับกำลังยกร่างคนขึ้นเช่นดังกำลังยกสุนัขหมดลมหายใจแล้วอย่างนั้น จากสถานการณ์นี้ผู้จัดการสองดูน่าอดสูเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อผู้จัดการสองเห็นซ่งหลิงเฟิงเร่งฝีเท้าเข้ามาพร้อมข้ารับใช้ฝีมือดีสี่คน เขารู้สึกยินดียิ่งนัก ก่อนหันไปขู่อู๋เซียง “เฒ่าแก่ใหญ่มาแล้ว ปรโลกกำลังจะเรียกหาเจ้าในไม่ช้า!”

อู๋เซียงเพียงเค้นยิ้มไม่เอ่ยวาจา เหลือบมองเจ้าของโรงเตี๊ยมตัวจริงที่กำลังมาด้วยสายตาเย็นชา

“เจ้าคงเป็นผู้เยาว์ที่สร้างปัญหาให้แก่โรงเตี๊ยมของข้าใช่หรือไม่” ซ่งหลิงเฟิงสะบัดมือ ลูกน้องของเขาทั้งสี่ก็เข้าล้อมอู๋เซียงจากทั้งสี่มุม

เมื่อเขาก็เบนสายตามองไปเห็นเศษกองไม้อยู่บริเวณประตูโรงเตี๊ยม ป้ายอักษรสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ถูกเตะออกเป็นเสี่ยง ๆ

ในยามนั้นซ่งหลิงเฟิงรู้สึกถึงความร้อนที่เดือดพล่านไปทั่วทั้งร่าง ความโกรธของเขาปะทุออกผ่านร่างกายเกิดเป็นเสียงปุปุคล้ายถั่วทอด

“ท่านคือเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้รึ?” อู๋เซียงถามพร้อมรอยยิ้มจืดจาง

“เป็นข้าเอง!” ซ่งหลิงเฟิงตะโกน “ทารกน้อยเอ่ยชื่อแซ่ของเจ้าออกมา มาดูกันว่าข้าจะจัดการเจ้าได้หรือไม่ หากไม่ได้ข้าจะไม่ถือสาเรื่องในวันนี้! คงต้องโทษตัวเจ้าที่มันไม่รักชีวิตเอง”

จากนั้นเขาก็หัวเราะเยาะในลำคอและให้สัญญานไปยังลูกน้องทั้งสี่ของตนเองให้จู่โจมพร้อมกัน เขาไม่เคยประเมินฝีมือคู่ต่อสู้ต่ำเช่นเดียวกับผู้จัดการสอง

ถึงแม้ลูกน้องทั้งสี่คนจะแข็งแกร่งกว่าผู้จัดการสองก็ตาม แต่ซ่งหลิงเฟิงก้เป็นเช่นนี้ เขาจะไม่ลงมือแม้เขาลงมือแล้วจะมีโอกาสสำเร็จเต็มสิบส่วนก็ตาม

“ฮ่า ๆ แซ่ของขาคือฉิน ข้าเป็นเพียงคนรุ่นหลังจากเมืองเล็ก ๆ ของนครรัฐเพลิงไพรีเท่านั้น ท่านซ่งอยากทำเช่นไรก็ทำเสีย อย่าได้กังวลเรื่องภูมิหลังของข้าเลย”

“ช่างเป็นคนหนุ่มที่หยิ่งผยองนัก เช่นนั้นข้าก็จะทำตามความต้องการของเจ้า” ซ่งหลิงเฟิงส่งสัญญาณ ลูกน้องมือดีทั้งพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน พวกเขาเชื่อฟังซ่งหลิงเฟิงที่สุด เมื่อเจ้านายออกคำสั่งพวกเขาก็ทำตามทันที

“ช้าก่อน!”

ในช่วงเวลาสำคัญพลันไปเสียงร้องดังมากจากหัวมุมถนน

พร้อมกับเสียงตะโกนดังลั่นกล่าวเตือนว่า “เฒ่าแก่ซ่งโปรดยั้งมือก่อน!”

ทุกคนมองเห็นร่างสองคนวิ่งตาเหลือกมาแต่ไกล หนึ่งในนั้นสวมเสื้อคลุมผู้ดูแลของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดอกท้อห้าแฉกแสดงอยู่บนหน้าอกบ่งบอกตำแหน่งสูงพอควรของดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ส่วนชายหนุ่มอีกคนที่ตามมาด้านหลัง เป็นตงหยานที่จากไปก่อนหน้า

ตงหยานรีบวิ่งไปแจ้งคนตำหนักสาขาของดินแดนศักดิ์เสิ่นอู๋ เพราะเขากลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับอู๋เซียง

เมื่อคนของดินแดนเสิ่นอู๋ทราบว่าผู้ชนะอันดับแรกของการทดสอบเกิดปัญหาจึงเอ่ยถามเรื่องราว และให้องครักษ์ระดับสูงออกมากับตงหยาน

อีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาได้ส่งคนออกไปแจ้งเรื่องแก่เจ้านายระดับสูงคนอื่น ๆ ให้ทราบเช่นกัน

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสิ่นอู๋มีลำดับขั้นที่เคร่งครัด สูงสุดคือเทพยุทธ์ รองลงมาเป็นเซียนนักรบสี่คน จากนั้นจึงเป็นสิบสองผู้อาวุโส และก็เป็นองครักษ์ระดับสูงมีจำนวนสามสิบสองคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต่างให้เคารพตามตำแหน่งขั้น

ถึงแม้ซ่งหลิงเฟิงจะเป็นอันธพาล แต่เขาก็ยังต้องแสดงเคารพผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ดี แม้นในใจลึก ๆ องครักษ์ระดับสูงเช่นนี้จะไม่อยู่ในสายตาเขาก็ตาม

“ท่านย่อมต้องเป็นองครักษ์ระดับสูงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสิ่นอู๋แน่ ข้าขอทราบแซ่ของท่านได้หรือไม่” ซ่งหลิงเฟิงมีความหวาดระแวงจึงเอ่ยถามขึ้น

“ข้าแซ่หลี่” องครักษ์ผู้นั้นเอ่ยเสียงเรียบ “เฒ่าแก่ซ่งโปรดละเว้นด้วยข้าต้องพาคนผู้ไป”

“ไปที่ใด” สีหน้าของซ่งหลิงเฟิงพลันเย็นชา จากนั้นก็ชี้นิ้วไปยังซากป้ายกองเป็นแนว “ทารกน้อยนี้ทำลายป้ายชื่อโรงเตี๊ยมของข้า เจ้าจะนำเขากลับไปอย่างไรกัน”

“แล้วท่านอยากให้ทำสิ่งใด” บุรุษองครักษ์ขมวดคิ้ว และเข้าใจสถานการณ์ว่าคนผู้นี้คงไม่รามือง่าย ๆ ไม่เคารพตัวของเขายังพอเข้าใจแต่อย่างไรเขาก็ยังสวมชุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ถือตัวแทนด้วยซ้ำ ซ่งหลิงเฟิงยังไม่รู้จักหลีกทางให้อีก

ป้ายชื่อโรงเตี๊ยม? ป้ายนี้มีอำนาจกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสิ่นอู๋หรืออย่างไรกัน?

“อย่างไรงั้นรึ” เห็นชัดว่าซ่งหลิงเฟิงทั้งแค้นเคืองและยอมทุ่มสุดตัว “แม้นเขาจะต้องตายอีกสิบครั้งยังไม่อาจคลายความแค้นของข้าได้ ขอเอ่ยถามว่าทารกน้อยนี้เป็นญาติเจ้าหรือไม่”

องครักษ์ส่ายหน้าปฏิเสธ “ย่อมไม่”

“มิตรสหาย?”

“ก็ไม่อีกเช่นเดิม”

ซ่งหลิงเฟิงพยักหน้ากล่าวถ้อยคำรุนแรง “เพราะเขาไม่ใช่ทั้งมิตรสหายหรือญาติพี่น้องของท่าน เยี่ยงนั้นก็อย่าได้ขัดขวางหนี้แค้นของข้า”

องครักษ์หลี่บังเกิดโทสะภายในใจ คิดว่าไม่ควรเอ่ยประโยคเถรตรงเช่นนี้ออกมาเลย ซ่งหลิงเฟิงทำตัวดังคนเถื่อน กระทั่งยังไม่แยแสเขา หรือเพราะว่าตนเองมีน้องสาวเป็นนางสนมคนโปรดในพระราชวังจึงวางท่าบาตรใหญ่ไปทั่ว

“เฒ่าแก่ซ่งท่านแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนี้” องครักษ์หลี่กล่าวเนิบนาบ และเสริมอีกว่า “ท่านคงมิเสียใจภายหลังใช่หรือไม่”

ซ่งหลิงเฟิงส่งเสียงเยาะเย้ย “เสียใจรึ? ยามนี้ข้าเพียงต้องการให้ทารกเหลือขอผู้นี้เสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ต่างหากเล่า!”

องครักษ์หลี่ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปาก เพราะเจ้าไม่ฟังคำเตือนของข้าเช่นนั้นก็อย่าตำหนิที่ข้าจะไม่ไว้หน้าเจ้าเช่นกัน

ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับผู้เยาว์คนนี้ กระทั่งพระอนุชาในสายเลือดของฮ่องเต้เองพระองค์ก็ยังไม่ยอมง่าย ๆ ไม่ต้องกล่าวถึงเขาที่เพียงเป็นพี่ชายของพระสนมเท่านั้น!

“ได้ ข้าเองก็หวังว่าท่านจะไม่เสียที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้เช่นกัน” องครักษ์หลี่ไม่แสดงความอ่อนน้อมอีกต่อไป

เพราะเขามีเบื้องหลังที่เหนือกว่า จึงไม่จำเป็นต้องกลัวผลเสียที่จะตามมาทีหลังเมื่อเผชิญกับงูเจ้าถิ่นเหล่านี้

“ฮ่า ๆ องครักษ์หลี่หากเจ้าคิดว่าเพราะมีสถานะที่สูงกว่านั้นจะทำให้ข้าหวาดกลัวได้ ล้อเล่นหรืออย่างไร”

จากนั้นสีหน้าก็มืดครึ้มลง กล่าวเสียงดัง “ฆ่ามัน!”

ลูกน้องฝีมือดีทั้งสี่คนยืนรอเงียบ ๆ พวกมันรอเพียงคำสั่งของซ่งหลิงเฟิง เงาร่างทั้งสี่ขยับตัวและพุ่งเข้าหาอู๋เซียงทันที

ชายหนุ่มมีเพียงรอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้า ไม่ได้หลบหลีกแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะเอาชนะคนกลุ่มหนึ่งไปแล้ว ทว่าก็ยังไม่ได้ลงมือสังหารผู้ใด

ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องอดกลั้นต่อไป สำหรับคนพาลที่คุ้นชินกับการลั่นแกล้งผู้อื่นนั้นยิ่งจำยอมเท่าใดยิ่งจะได้รับความอัปยศอดสูมากเท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้าจึงจำต้องให้บทเรียนอันน่าจดจำไปอีกนานแก่พวกเจ้าแล้ว

คิดแบบนั้นร่างของชายหนุ่มก็ไม่ได้หลบหนี แต่กลับก้าวไปข้างหน้าแทนเช่นเดียวกับลูกศรที่ถูกปล่อยออกมา เขาพุ่งเข้าหาคนผู้หนึ่งทางทิศตะวันออก

การกระทำนี้คล้ายประมาทและกะทันหันเกินไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประหลาดนั้นคือการอู๋เซียงทำโดยไม่มีวี่แววการโจมตีใด

แต่อีกฝ่ายก็ปล่อยหมัดเล็งเข้าที่ใบหน้าของเขา

ภายใต้การควบคุมของอู๋เซียงเขาละความสนใจจากอีกสามคน ในมิช้าก็เหมือนว่าเขาอยู่ในเขตการโจมตีของบุรุษฝั่งทิศตะวันออก

ทันใดนั้นเองพลันมีแสงสีแดงปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่ม พลังปราณพุ่งออกจากหน้าอกเขาและสะบัดแขนอย่างผ่อนคลายราวกับกำลังเคลื่อนไหวผ่านเมฆหมอกและลำธารเอื่อย เขาส่งฝ่ามือโจมตีออกด้วยความเรียบง่าย

มันดูราบนิ่งดังการเด็ดบุบผาพร้อมรอยยิ้ม หรือหยิบยื่นหมอนใบเก่าให้สหาย

อย่างไรก็ตามด้วยวิชาสุริยาสาดแสงการเคลื่อนไหวนี้กลับเป็นการเป็นลงมือสังหารแสนอันตรายโดยพลัน

ในฝ่ามือนั้นมันมีพลังบีบเค้นเช่นสายลมแผ่วเบาที่กลายเป็นพายุโหมกระหน่ำ เป็นเชื้อเพลิงริบหรี่ซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนเป็นเพลิงบรรลัย

ขณะที่ฝ่ามือทำลายล้างถูกส่งออกไป บริเวณที่โล่งถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลัง

ถึงแม้ว่าลูกน้องผู้นั้นจวนจะเข้าถึงขั้นที่แปดระดับปฐพีแล้ว แต่ในยามนั้นเขาพลันรู้สึกดังมีใครบางคนกำลังจะโยนเขาลงในหุบเหวลึกและอันตราย บางสิ่งบางอย่างเดือดพล่านในอก การหายใจก็ดูลำบาก

ไม่นานกลิ่นอายของความตายก็ได้แทรกซึมลงมาในร่าง มันอาละวาดพลุ่งพล่านผ่านจุดบอดทั้งหมดของร่างกายทั้งหมด!

ปัง!

กึก… บึ้มม

ทันทีที่ฝ่ามือพิฆาตของอู๋เซียงพุ่งเข้าใส่ ร่างของคนผู้นั้นก็ลอยตลบออกไปไกล ร่างของมันกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ข้างโรงเตี๊ยมเกิดเสียงดังโครม!

ตามด้วยเสียงต้นไม้ล้มลงสู่พื้นดิน เนื่องจากไม่อาจต้านรับแรงกระแทกดังกล่าวได้

หลังจากสังหารไปหนึ่ง โลหิตของอู๋เซียงก็พลุ่งพล่าน เขาไม่หักห้ามใจตนเองอีกต่อไป มองดูรอบ ๆ และพุ่งเข้าหาอีกคนแทน

การโจมตีนี้เป็นหมัดรุกควบคู่ไปกลับความเร็วขั้นสูงของเขา ในตอนแรกมันไม่คิดว่าจะถูกโจมตีจากด้านหลังและไม่คิดว่าอู๋เซียงจะเอาชนะสหายของตนเองได้ในเวลาอันกระชั้นชิด อีกทั้งยังส่งหมัดพุ่งเข้าใส่ด้วยกำลังเต็มเปี่ยมแก่ตนเอง

และเพราะว่ามันไม่สามารถหลีกหนีการโจมตีนี้ได้ทัน หมัดหนักจึงกระแทกเข้าที่ศีรษะมันโดยตรง

ตู้ม!

ราวกับกะโหลกศีรษะครึ่งหนึ่งถูกดูด มันยุบลงทันที

การโจมตีของหมัดหนัก

โดยพร้อมกันร่างกายที่สิ้นชีวิตลงทั้งที่ยังคงลอยอยู่กลางอากาศภายใต้เงื้อมมือของอู๋เซียง ต่อมาก็ตกลงสู่พื้นเสียงดัง

เป็นเวลาชั่วพริบตาฉินอู๋เซียงลงมือสังหารสองคนทันที การเคลื่อนไหวและความแข็งแกร่งอันทรงพลังนี้ทำให้องครักษ์หลี่ตกตะลึง

เขาเคยได้ยินชื่อของฉินอู๋เซียงว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมีฝีมือต่อสู้ยอมเยี่ยมเพียงนี้!

ขณะเดียวกันก็ได้แต่ถามตนเองซ้ำไปมา เพราะเพียงเขาเองยังไม่อาจสังหารสองคนนี้อย่างง่ายดายนัก เนื่องจากเห็นชัดว่าพวกเขาผู้ในขั้นที่แปดระดับปฐพีแล้ว

คนรับใช้มือดีอีกสองคนที่เหลือมองหน้ากันทันทีเมื่อเห็นว่าสหายของตนถูกสังหารอย่างง่ายดาย และพลันปรากฏอาวุธขึ้นในมือของพวกมัน

ซ่งหลิงเฟิงสูดหายใจเข้าลึก หลังได้เป็นพยานเห็นเหตุการณ์การสังหารเหี้ยมภายในเสี้ยวลมหายใจ เขาเคยฆ่าคนมามากมายตลอดชีวิตนี้ แต่เขาก็ยังรู้สึกอ่อนด้อยเหลือเกินยามที่อีกฝ่ายลงมือฆ่าด้วยไร้ปราณีทุกกระบวนท่า

ซ่งหลิงเฟิงที่อยู่ในขั้นที่แปดระดับปฐพีนั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากนัก ด้วยวิชาหอกลับอันทรงพลังซึ่งได้รับการถ่ายทอดภายในตระกูล

ตามปกติแล้วชาวยุทธ์เราไม่ควรดูถูกฝีมือของผู้อื่นก่อนลงมือเสมอ การแทงหอกออกไปในแต่ละท่านั้นแสนดุดัน คล้ายอสรพิษพุ่งฉกถึงตายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของอู๋เซียง

ฝั่งองครักษ์หลี่นั้นเขารู้สึกชิงชังนัก เมื่อเห็นว่าซ่งหลิงเฟิงไม่ได้เคารพเขาแม้แต่น้อยและยังร่วมวงเข้าทำร้ายด้วยซ้ำ คนผู้นี้ช่างจองหองและหยาบกระด้านยิ่งนัก แม้นว่าเขาจะไม่ได้เข้าถึงขั้นที่เก้าของระดับปฐพี แต่ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งยามที่ลงมือเต็มกำลัง

อย่างไรก็ตามหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มผู้นี้ เหล่าเบื้องบนย่อมตำหนิเขาแน่นอน ส่วนซ่งหลิงเฟิงก็จะหมดสิ้นวาสนาและไร้ที่ซุกหัวนอน ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะโดนว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเหตุนั้นเขาก็คงหลีกหนีคดีไม่พ้นจากเรื่องกำลังเกิดขึ้น

เมื่อคิดเช่นนั้นพลันเกิดความกังวล จึงร้องตะโกนว่า “ซ่งหลิงเฟิงหยุดเดี๋ยวนี้! หากท่านกล้าทำร้ายแม้แต่เส้นผมของเด็กหนุ่มผู้นี้ ข้าบอกเลยว่าท่านพบเจอเคราะห์ใหญ่และไร้ที่อยู่อย่างแน่นอน หรือไม่ตระกูลท่านทั้งเก้าชั่วโคตรก็จะถูกสังหารเช่นกัน!”

“หืม สังหารทั้งเก้าชั่วโคตร? ด้วยฝีมือเพียงเจ้า?” ยามนี้ซ่งหลิงเฟิงโกรธจนถึงขีดสุด ไม่รับฟังคำใด ๆ

ป้ายร้านศักดิ์สิทธิ์ของเขาถูกทำลาย ลูกน้องฝีมือดีที่สุดสองคนก็ถูกฆ่า เรื่องราวทุกอย่างทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยโทสะรุนแรง

“ฆ่า!”

“ฆ่ามัน!”

ซ่งหลิงเฟิงร้องเสียงดังลั่นและแทงหอกระรัวดั่งเม็ดฝนกลางพายุ ทุกคราที่เขาเปลี่ยนกระบวนท่าโจมตีชายหนุ่มเขาก็จะก่นด่าไปพร้อม

ทันใดนั้น พลันมีเสียงเปล่งดังมาจากอีกฟากของฝั่งถนน “องครักษ์หลี่เร็วเข้า รีบหยุดเขา!”

องรักษ์หลี่ตกตะลึงและเอ่ยว่า “ท่านเซียนนักรบ!”

โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น เขาพร้อมพุ่งฝ่าเข้าไปหยุดการโจมตีหอกสั้นของซ่งหลิงเฟิง “ท่านซ่งหยุดเถอะ ท่านเซียนนักรบมาถึงแล้ว!”

กระนั้นหอกแหลมของซ่งหลิงเฟิงกลับหลบหลีกฝ่ามือขององครักษ์หลี่และพุ่งใส่อู๋เซียงอีกครั้ง

ทันใดนั้นเองเขารู้สึกคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างหล่นจากมือ พร้อมใครบางคนที่คว้าหอกสั้นของเขาไป ชายชราอาวุโสผู้สวมเสื้อคลุมสีม่วงปรากฏตัวขึ้น เครายาวของเขาขยับพลิ้วไปตามแรงลม ใบหน้าสง่างามและสูงส่งดั่งเซียนแดนสวรรค์ “แซ่ของเจ้าคือซ่งใช่หรือไม่”

ซ่งหลิงเฟิงดึงกลับด้วยพลังทั้งหมด แต่พบว่ามันกลับไม่ขยับสักนิด และเขาก็รู้ว่าตนเองพบกับผู้แข็งแกร่งเข้าแล้ว ในฉับพลันเขาก็จำนามที่องครักษ์หลี่เอ่ยออกมาได้ “ท่านเซียนนักรบ” ร่างกายของเขาพลันสั่นเทิ้ม ความหวาดกลัวพาดอยู่ในดวงตาของเขา